ข้อแนะนำในการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์

การเลือกซื้อ “PROJECTOR” ให้เหมาะกับการใช้งาน

สำหรับผู้ที่กำลังคิดจะซื้อโปรเจคเตอร์ ก็อาจมีคำถามตามมาว่า จะเลือกซื้อรุ่นไหนดี แบบไหนดี ซึ่ง ณ ปัจจุบัน โปรเจคเตอร์นั้นก็มีอยู่หลายรุ่นหลายฟังก์ชั่นมากมายให้เลือกใช้งาน ในบทความนี้จะเป็นการให้คำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ เพื่อให้ได้คุณสมบัติที่ตรงกับการใช้งาน

ความคมชัดของโปรเจคเตอร์ (Contrast)

Contrast คือ ความแตกต่างของแสงสว่าง ระหว่างความสว่างมากที่สุดและความมืดมากที่สุด ยิ่งช่วงห่างมาก ค่า Contrast จะยิ่งมาก โปรเจคเตอร์ที่มี contrast สูงกว่าจะแสดงภาพมีความลึก-ตื้นมากกว่าและแสดงรายละเอียด เช่น ภาพที่มีเงาได้ดีกว่า หรือแสดงภาพ 3 มิติได้ดีกว่า

ในการเลือกซื้อโปรเจคเตอร์สำหรับชมภาพยนตร์ ค่า contrast เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งช่วยให้ภาพที่ฉายออกมา มีมิติและสมจริง และค่าความสว่าจะมีความสำคัญรองลงมา ซึ่งจะต่างกับโปรเจคเตอร์ที่ไม่ได้ใช้ดูหนังค่าความสว่างจะมีความสำคัญมากที่สุดและ contrast สำคัญรองลงมา

อย่างไรก็ตามภาพที่ได้จากโปรเจคเตอร์ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและแสงไฟในห้องด้วย ยกตัวอย่างในโรงภาพยนตร์จะต้องมีความมืดมากเพื่อลดแสงที่จะไปรบกวนทำให้ภาพที่มีความดำมืดกลายเป็นสีเทา เป็นต้น

พอร์ตต่างๆ ของเครื่อง ความจำเป็นในการใช้งานของ Projector นั้นอาจจะแตกต่างกันไป ดังนั้นเครื่อง Projector จึงจะต้องมีพอร์ตสำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ให้มากที่สุกเท่าที่จะทำได้ แต่นั่นก็จะหมายถึงราคาของเครื่องที่อาจจะเพิ่มขึ้นมากด้วย เนื่องจากพอร์ตจะเป็นส่วนช่วยเพิ่มความหลากหลายในการใช้งานของ Projector ได้มากยิ่งขึ้น แต่พอร์ตที่มีแน่นอนใน Projector ทุกเครื่องก็คือ พอร์ตComputer In (RGB In) ที่เป็นพอร์ตสำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนพอร์ตอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องหรือมีใน Projector บางรุ่นก็มี เช่น

USB ทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพและเสียง และยังสามารถใช้งานฟังก์ชั่น Wireless Mouse ได้
Composite/S-video เป็นพอร์ตหนึ่งที่จะมีในโปรเจคเตอร์ โดยพอร์ตทั้งสองแบบนี้จะใช้ในการรับสัญญาณภาพจากเครื่องเล่น CVR และ DVD ได้ทั้งระบบแบบเก่า (composite) และระบบแบบใหม่ (s-video) มา ซึ่งถ้าจะใช้ส่วนนี้ก็ควรจะหาซื้อเครื่องที่มีพอร์ตสำหรับต่อไว้ด้วย
Component video เป็นพอร์ตที่ทำหน้าที่รับสัญญาณวีดีโอจากดาวเทียม โดยในเครื่องเล่น DVD รุ่นใหม่จะมีการเพิ่มเติมจากพอร์ต composite และ S-video ที่มีอยู่แล้วด้วย
LAN ในโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ๆ มีประโยชน์ในการคอนโทลโปรเจคเตอร์ ด้วยคอมพิวเตอร์ที่อยู่ภายในระบบเน็ตเวิร์ค เช่น การควบคุมการเปิด-ปิด โปรเจคเตอร์ ตั้งเวลา และยังสามารถฉายภาพผ่าน network ได้อีกด้วย
HDMI เป็นช่องต่อสัญญาณความละเอียดสูง (hight-definition) ช่วงต่อสัญญาชนิดนี้กำลังเป็นมาตรฐานสำหรับโปรเจคดตอร์ที่ใช้เพื่อดูหนัง ดูภาพยนตร์ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆในบ้าน
Audio In ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเสียงจากคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเล่น DVD เพื่อทำการส่งต่อไปที่เครื่อง Projector เพื่อช่วยให้ผู้ชมได้ยินเสียงประกอบด้วย แต่โดยส่วนมากเครื่อง Projector ก็จะมีลำโพงอยู่ในตัวด้วย หรืออาจจะใช้เป็นทางผ่านเพื่อต่อใช้งานอย่างอื่นก็ได้
Audio Out ทำหน้าที่ส่งสัญญาณเสียงจากเครื่อง Projector ไปยังลำโพงภายนอก เพื่อให้เกิดความดังหรือความชัดเจนของเสียงที่ดีขึ้น
Monitor Out เพื่อที่จะช่วยในการต่อเชื่อมจอภาพภายนอกเข้ากับเครื่อง Projector ได้ช่วยให้ภาพสามารถแสดงได้ทั้งที่จอมอนิเตอร์และบนจอฉายภาพในเวลาเดียวกัน
ความสว่างของโปรเจคเตอร์ (Brightness)

ค่าความสว่างที่แนะนำคร่าวๆ ซึ่งในความเป็นจริงอาจต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆที่มีผลกระทบด้วย เช่น ในสภาพแวดล้อมนั้นๆ สามารถควบคุมแสงจากภายนอกได้มากน้อยเพียงใด โปรเจคเตอร์แต่ละรุ่น ตัวเลขยิ่งมาก ความสว่างยิ่งมาก

ควรเลือกความสว่างเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมต่อการใช้งาน ???

  • จำนวนคนในห้อง เพราะว่ายิ่งจำนวนคนในห้องมาก ภาพที่จะฉายก็จะต้องใหญ่ขึ้นตามไปด้วย พอภาพใหญ่ขึ้น ความสว่างของภาพจะลดลงตามไปด้วย เนื่องจากแสงจะกระจายไปตามระยะที่ฉายภาพ
  • ความสว่างของห้อง ถ้าห้องที่ฉายมืด เราก็จะไม่ต้องกังวลถึงความสว่างของโปรเจคเตอร์มากนักเพราะถ้ากลัวจะสว่างไป โปรเจคเตอร์ในท้องตลาดตอนนี้สามารถที่จะปรับลดความสว่างของตัวมันเองได้อยู่แล้วซึ่งจะทำให้ประหยัดพลังงานและยืดอายุการใช้งานของโปรเจคเตอร์ได้ แต่ถ้าห้องที่มีแสงเข้ามามาก ท่านอาจจะต้องคำนึงถึงความสว่างของโปรเจคเตอร์เพราะถึงแม้ว่า โปรเจคเตอร์ในปัจจุบันจะสามารถ ปรับค่าความสว่างได้ แต่ถ้าท่านปรับค่าความสว่างของโปรเจคเตอร์ให้สูงสุดตลอดเวลานั่นอาจหมายความถึง อายุการใช้งานของโปรเจคเตอร์ก็จะสั่นลงตามไปด้วยเพราะฉะนั้นในกรณีที่ห้องมีแสงสว่างจ้าอยู่ตลอดเวลาท่านอาจจะต้องเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างสูงขึ้น
  • ชนิดของจอรับภาพ จอรับภาพจะมีผลอย่างมากกับความสว่างและคุณภาพของภาพที่จะแสดงออกมาเพราะว่า จอรับภาพที่ดีจะทำให้ภาพสว่างและนุ่มนวลดูแล้วสบายตา ในกรณีที่ไม่มีจอรับภาพอาจจะทำให้ภาพที่ฉายสว่างไปหรือแสบตา
  • การนำไปใช้ เช่น ใช้เพื่อการประชุม การเรียนการสอน ลูกค้าอาจจะต้องการความสว่างที่ชัดเจน เพื่อเนื้อหาและรายละเอียดในการนำเสนอภาพจะได้ไม่ผิดพลาด ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการในการนำไปใช้
  • ระดับความสว่าง ของโปรเจคเตอร์ที่เหมาะสม

ANSI Lumens

Environment

1,500-3,000

สำหรับห้องขนาดเล็ก จำนวนผู้ฟังน้อยในห้องที่มืดหรือไม่ต้องการแสงสว่าง

3,000-4,000

สำหรับห้องประชุมตามสำนักงานต่างๆ หรือในห้องเรียน จำนวนผู้ฟังขนาดกลาง ต้องการแสงสว่างในการนำเสนอบ้างแต่ไม่มากนัก

4,000-5,000

สำหรับห้องประชุมขนาดใหญ่ หรือในห้องเรียนรวม ฉายในห้องที่มีแสงสว่างปกติ

มากกว่า 5,000

สำหรับสถานที่ขนาดใหญ่ ตามศูนย์การประชุมต่างๆ

 

ความละเอียด (Resolution)

ความละเอียดของการแสดงภาพซึ่งเป็นจุดเล็กๆนับพันมารวมกันแล้วแสดงออกมาเป็นภาพมีหน่วยเรียกเป็น pixel เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะใช้ประกอบการพิจารณาเลือกซื้อโปรเจคเตอร์นั่นคือ คุณต้องการใช้งานโปรเจคเตอร์ที่มีรายละเอียดมากน้อยเพียงใด เช่น หากต้องการใช้แค่การนำเสนองานผ่านโปรแกรม Power Point, ตาราง, กราฟ หรือการนำเสนองานทั่วไป ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความละเอียดในระดับที่สูงมาก ความละเอียดระดับ SVGA หรือ XGA ก็น่าจะเพียงพอ แต่ถ้าหากเป้นไฟล์ภาพหรือสื่อมัลติมีเดียที่ต้องการความละเอียดสูงมาก อาจจะต้องใช้ความละเอียดระดับ SXGA ขึ้นไป หากต้องการที่จะเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ไปใช้กับโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ควรจะเลือกความละเอียดของโปรเจคเตอร์ ให้เหมาะสมกับความละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานด้วย เพื่อให้ได้คุณภาพที่เหมาะสม

หลอดภาพ (Lamp)

หลอดภาพนับเป็นส่วนสำคัญยิ่งสำหรับโปรเจคเตอร์ และราคายังสูงอยู่ ดังนั้นก่อนที่จะซื้อโปรเจคเตอร์จึงควรที่จะดูว่า โปรเจคเตอร์รุ่นนั้น รับประกันหลอดภาพกี่ชั่วโมง โดยปกติส่วนใหญ่แล้วจะรับประกันหลอดภาพ 1 ปี หรือ 1,000 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามโปรเจคเตอร์รุ่นใหม่ในปัจจุบันจะสามารถยืดอายุการใช้งานของหลอดภาพออกไปได้ถึง 6,000 ชั่วโมง (Eco Mode) ดังนั้นขึ้นอยู่กับการตั้งค่าและ

การนำไปใช้งานที่เหมาะสม เนื่องจากราคาหลอดภาพที่ยังราคาสูงอยู่ ก่อนที่ท่านจะตัดสินเลือกจะขอแนะนำว่าให้ท่านเลือกโปรเจคเตอร์ที่มีความสว่างและความละเอียดสูง ไว้ก่อน และถ้าท่านจะใช้งานถ้าแสงจากโปรเจคเตอร์จ้าเกินไปก็สามารถที่ปรับลดความสว่างของหลอดภาพได้ ทั้งยังสามารถที่จะยืดอายุหลอดภาพโปรเจคเตอร์ของท่านได้อีกด้วย

ขนาดและน้ำหนัก

ขนาดและน้ำหนักนี้จะเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ และบอกความต้องการของผู้ใช้งานได้ เนื่องจากก่อนที่จะซื้อ Projector มาใช้งานก็จะต้องรู้จักหรือทราบสถานที่ที่ต้องใช้งานก่อนว่า เป็นสถานที่แบบใด มีเนื้อที่ขนาดไหน จึงจะสามารถที่จะเลือกได้ เพราะหากพื้นที่ที่ใช้งานขนาดเล็กแต่ซื้อเครื่อง Projector ที่มีขนาดใหญ่มาก็ดูจะไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ในขณะเดียวกัน Projector ที่ใช้งานก็มีอยู่หลายประเภทด้วยไม่ว่าจะเป็นการถือพกพา ตั้งโต๊ะ หรือแม้แต่กระทั่งแขวนบนเพดาน โดยขนาดแต่ละแบบก็เหมาะสำหรับงานแบบหนึ่งอาจจะนำมาใช้งานกับแบบอื่นๆ ไม่เหมาะสมเท่าไรนัก ก็ขอแยกออกเป็นชนิดดังนี้

Ultra-Portable น้ำหนัก 0.5-2 กิโลกรัม เหมาะสำหรับการพกพาไปยังที่ต่างๆ ใช้ในพื้นที่ ที่ไม่มากเท่าไรนัก แต่ถ้าเครื่องยิ่งมีขนาดเล็กและมีคุณสมบัติที่ดี นั่นก็หมายถึงราคาที่แพงขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วย

Portable น้ำหนัก  2-5 กิโลกรัม เหมาะสำหรับใช้ในห้องประชุมหรือห้องสัมมนาทั่วไป หรือห้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาสักหน่อย เนื่องจากตัวเครื่อง Projector จะให้ความคมชัดและความสว่างที่ดีกว่าแบบแรก

Installation น้ำหนัก 5 กิโลกรัม ขึ้นไป เหมาะสำหรับการติดตั้งแบบถาวร กึ่งถาวร หรือมีการเคลื่อนย้ายน้อยครั้ง และด้วยเครื่องที่น้ำหนักขนาดนี้ก็รับประกันได้เลยว่าตัวเครื่องนั้นมีความสามารถที่เป็นเยี่ยมอย่างแน่นอน แต่มันก็มีขนาดที่หนักและเคลื่อนย้ายลำบาก แต่ถ้าดูแล้วความสามารถของเครื่องไม่เหมาะสมกับราคาและน้ำหนักก็ให้มองข้ามรุ่นนั้นไปได้เลย

การผลิตภาพของ DLP และ LCD โปรเจคเตอร์

ข้อดีของโปรเจคเตอร์แบบ DLP คือ มีระยะห่างระหว่าง pixel น้อยกว่า ทำให้ภาพที่ได้มีความนุ่มนวล(smooth) และให้ contrast สูงกว่า เหมาะกับการชมภาพยนตร์ ดูหนัง ข้อเสียของโปรเจคเตอร์แบบ DLP คือ ภาพที่ได้หากมองกวาดตาจากด้านหนึ่งของหน้าจอไปยังอีกด้านหนึ่งจะมองเห็นภาพเป็นแถบๆเหมือนทางม้าลาย นอกจากนี้อาจพบขอบจอเป็นแถบสีเทาเล็กๆอันเกิดจากการกระเจิงแสง

ข้อดีของโปรเจคเตอร์แบบ LCD คือ ให้ภาพที่มีความสว่างมากกว่า สีสดกว่า ในจำนวนวัตต์(watt)ที่เท่ากัน ทำให้ได้ภาพมีชิวิตชีวา อีกข้อที่สำคัญมากคือให้ภาพนิ่งที่คมชัดกว่ามากเนื่องจากระยะห่างแต่ละ pixel พอสมควรทำให้แต่ละจุดแสดงสีได้ชัดเจนกว่า จึงเหมาะกับการใช้นำเสนอภาพนิ่งในการประชุมหรือห้องเรียน สำหรับข้อเสียของโปรเจคเตอร์แบบ LCD คือ ภาพที่ได้จะเป็นจุดๆของpixel มีความนุ่มนวลที่น้อยกว่า ข้อเสียอีกหนึ่งข้อ คือ ระบบ LCD มีส่วนประกอบหลายชิ้นมากกว่า DLP และส่วนประกอบแต่ละชิ้นมีราคาแพง ซึ่งLCD เกิดโอกาสเสียได้มากกว่า DLP

การติดตั้งโปรเจคเตอร์ (projector installation)

ในการติดตั้งเครื่องโปรเจคเตอร์ ขนาดห้องและระยะห่างระหว่างโปรเจคเตอร์และฉากเป็นปัจจัยที่ทำให้ได้ขนาดและคุณภาพของภาพที่เหมาะสม ปัจจุบันโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่จะสามารถปรับได้ 2 ส่วน คือ

1.ระยะซูม(zoom range) โดยมีเลนส์ที่สามารถขยายภาพให้ใหญ่หรือเล็กลงได้ เช่น โปรเจคเตอร์ 1.2x จะสามารถให้ภาพที่ขยายใหญ่กว่าเดิม 20% แต่ระยะซูมที่ไกลขึ้นก็จะทำให้พลังงานแสงที่ได้ลดลง นั้นคือยิ่งขยายภาพจากโปรเจคเตอร์ให้ใหญ่คุณภาพของภาพที่ได้จะต่ำลง เช่น คุณมีห้องที่เล็กแต่ต้องการขยายภาพที่ได้จากโปรเจคเตอร์ให้ใหญ่ภาพที่ได้จะไม่ชัด
2.lens shift คือความสามารถในการเลื่อนภาพขึ้น-ลง ซ้าย-ขวาได้โดยไม่ขยับโปรเจคเตอร์

ระยะในการแสดงผลของเครื่องโปรเจคเตอร์ (Projector Throw Distance)
ปัจจัยที่มีผลต่อขนาดของภาพที่ได้จากโปรเจคเตอร์ (projector picture side) คือ ระยะห่างของเครื่องโปรเจคเตอร์กับฉากรับภาพ (projector screen) อีกข้อคือความสามารถในการซูมของเลนส์ (projector lens) ยกตัวอย่างเช่นโปรเจคเตอร์ที่ระบุว่าให้ภาพขนาด 50-500 นิ้ว 1-10 เมตร หมายถึงโปรเจคเตอร์ตัวนั้นจะให้ภาพขนาด 50 นิ้ว ที่ระยะ 1 เมตร และให้ภาพขนาด 500 นิ้วที่ระยะ 10 เมตร ฉะนั้นหากต้องการภาพขนาดใหญ่แต่ห้องที่ติดตั้งโปรเจคเตอร์มีขนาดเล็กก็ต้องอาศัยอีกปัจจัยคือความสามารถในการซูมภาพให้ใหญ่ขึ้นจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ความสามารถในการซูมภาพของโปรเจคเตอร์จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการเลือกโปรเจคเตอร์ที่สำคัญ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิง : projector-compare, Epson (Thailand)